วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

หัวข้อที่ 3 ทัศนศึกษา ณ.หาดบางแสน (สัปดาห์ที่ 4)

บันทึกกิจกรรมการไปทัศนศึกษา ณ.หาดบางแสน







ความรู้สึกในการไปครั้งนี้
รู้สึกดีค่ะ เพราะได้ไปเก็บขยะที่ชายหาดด้วย ทำให้ชายหาดมีความสะอาดเพิ่มขึ้น และการได้ออกไปทำกิจกรรมที่นอกห้องเรียนจะทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนานมากกว่าที่จะต้องเรียนแต่ในห้องเรียนจนทำให้รู้สึกน่าเบื่อ ไม่เกิดความรู้ที่หลากหลาย ไม่ได้รับประสบการณ์ตรงที่จดจำได้ง่าย




วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

หัวข้อที่ 2 คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกับแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้


1. หลังศึกษาเนื้อหาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกับแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ให้นิสิตทำกิจกรรมดังนี้
             1.1 จากแหล่งการเรียนรู้ 31 แห่ง ให้แบ่งประเภทของแหล่งการ เรียนรู้ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ/อาคารสถานที่/บุคคล/วิธีการ
1. ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่
2. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จังหวัดพิษณุโลก
3. สวนสัตว์เชียงใหม่
4. ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
5. ศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติตำบลไทรย้อย เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดแพร่
6. ห้องสมุดประชาชนจังหวัดมุกดาหาร
7. พระธาตุเรืองรอง จังหวัดศรีสะเกษ
8. ห้องสมุดประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี
9. สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
10. สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
11. สวนสัตว์นครราชสีมา
12. ห้องสมุดประชาชนจังหวัดฉะเชิงเทรา
13. ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอเมืองราชบุรี
14. พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร
15. พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม
16. องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จังหวัดปทุมธานี
17. เมืองโบราณ  จังหวัดสมุทรปราการ
18. สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี
19. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปะ กรุงเทพมหานคร
20. หอศิลปะมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  กรุงเทพมหานคร
21. หอศิลปวิทยนิทรรศน์  กรุงเทพมหานคร
22. สวนสัตว์ดุสิต กรุงเทพมหานคร
23. สวนสัตว์เปิดเขาเขียว  จังหวัดชลบุรี
24. ศูนย์กีฬาแห่งชาติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
25. หอสมุด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จังหวัดนครนายก
26. ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังวัดชลบุรี
27. ห้องสมุดประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราช
28. ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” จังหวัดภูเก็ต
29. สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต สถาบันวิขัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และ
      ป่าชายเลน จังหวัดภูเก็ต
30. สวนพฤกศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จังหวัดตรัง
31. สวนสัตว์สงขลา

             1.2 แหล่งการเรียนรู้  คือ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งการเรียนรู้เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ จากสานักงานคณะกรรมการเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ เมื่อปี    ..2550 ซึ่งได้ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแก่บุคคลทั่วไปในรูปแบบหลักๆ 2 แบบ คือ      สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล
                        1.2.1 องค์ความรู้ที่ได้รับ คือ การรายละเอียดของปลาชนิดต่างๆ , การสาธิตการให้อาหารปลา , การจัดแสดงปะการังเทียม , นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เกี่ยวกับพระราชกรณีกิจทางด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านวิทยาศาสตร์การประมง , นิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องราวของทะเล ระบบนิเวศ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล รวมทั้งความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์
                        1.2.2 กลุ่มเป้าหมายหลัก /  กลุ่มผู้เรียนหลัก คือ บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวสัตว์น้ำทางทะเล ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่
                        1.2.3  วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน/กลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ คือ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพาได้จัดโชว์สัตว์น้ำทางทะเลหลากหลายชนิดและมีการติดป้ายอธิบายรายละเอียดของสัตว์แต่ละชนิดไว้ที่บริเวณหน้าตู้โชว์ของสัตว์ชนิดนั้นๆ พร้อมยังมีการสาธิตการดำน้ำให้อาหารปลาที่ตู้ปลาตู้ใหญ่ที่มีความจุประมาณ 200,000  ตันลิตร ในสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม 
                        1.2.4 รูปแบบ / วิธีการ / เทคนิคการนำเสนอ คือ
                        - ศึกษาจากประสบการณ์ตรง โดยการชมสัตว์น้ำและการสาธิตการให้อาหาร ณ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล
                        - ศึกษาจากประสบการณ์จำลอง โดยการนำปะการังเทียม ต้นไม้เทียม ใช้หินเทียมมาจัดแสดง
                        - ศึกษาจากการสาธิต โดยการสาธิตการให้อาหารปลาในตู้ปลาใหญ่
                        - ศึกษาจากนิทรรศการ บอร์ดนิทรรศการความรู้ต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เกี่ยวกับพระราชกรณีกิจทางด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านวิทยาศาสตร์การประมง และ ส่วนที่สอง จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องราวของทะเล ระบบนิเวศ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล รวมทั้งความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์
                        - ศึกษาจากโทรทัศน์ วีดิทัศน์ให้ความรู้เกี่ยวกับปลาและสัตว์น้ำเค็ม
                        - ศึกษาจากภาพนิ่ง โดยมีภาพนิ่งแสดงรูปของปลา และชื่อของปลาชนิดต่างๆ
                        - ศึกษาจากทัศนสัญลักษณ์ โดยมีแผนผังตู้จัดแสดงสัตว์น้ำ
                        - ศึกษาจากวจนสัญลักษณ์ โดยมีวิทยากรคอยบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำเค็ม
                        1.2.5 มีวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และกลุ่มผู้เรียน คือ สามารถให้ความรู้แก่ บุคคลทั่วไปได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากมีทั้งการจัดแสดงโชว์ การสาธิตให้อาหารสัตว์ การจัดนิทรรศการ รวมไปถึงการมีวิทยากรคอยบรรยายให้ความรู้ ซึ่งทำให้บุคคลที่สนใจจะได้รับความรู้ที่มากพอสำหรับการเรียนรู้ในสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา
                        1.2.6 สามารถเชื่อมโยงกับการศึกษาตามอัธยาศัยได้ โดยการเปิดให้ชมได้ทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยชรา และเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวสัตว์น้ำทางทะเล




 2. แหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคล
           คนที่ 1 คือ คุณปราบดา หยุ่น นักเขียนซีไรต์ ปี 2545




                   องค์ความรู้ที่ได้รับ คือ ครูนัยนา จิตรรังสรรค์ ได้เชิญ คุณปราบดา หยุ่น นักเขียนซีไรต์ ปี ๒๕๔๕ มาเป็นวิทยากรพิเศษ ในชั่วโมงวิชาพินิจวรรณกรรมซีไรต์ และวิชาวรรณคดีไทยสื่อภาพยนตร์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ณ มุมซีไรต์สัมพันธ์ ห้องสมุดโรงเรียนเทพลีลา เพื่อให้ความรู้กับนักเรียนที่เรียนในวิชาดังกล่าว 
เกียรติยศที่ได้รับ
                 ปราบดาหยุ่นได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อมีอายุเพียง 29 ปี และความน่าจะเป็นยังได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือรวมเรื่องสั้น ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติอีกด้วย
                เขายังได้รับรางวัลจากคณะกรรมการศิลปะและวัฒนธรรม จากการเขียนเรื่อง Where We Feel: A Tsunami Memoir by An Outsider
ปัจจุบัน
                เขียนคอลัมน์ชื่อ "ดนตรีที่มีน้ำตา" ลงในนิตยสาร สารคดี เขียนจดหมายโต้ตอบกับวินทร์ เลียววาริณ ชื่อคอลัมน์ "ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน" ในนิตยสาร GM และทำดนตรีในชื่อ เดอะ ไต้ฝุ่น แบนด์   




       คนที่สอง คือ คุณชัยพล ยิ้มไทร...ปริญญาทำนา ชาวนาเงินล้าน











                      องค์ความรู้ที่ได้รับ คือ คุณชัยพล ยิ้มไทร ผู้ที่เรียนจบปริญญาแต่มีความใฝ่ฝันที่จะทำนา จึงได้เดินทางออกตามหาฝัน และได้เริ่มลงมือทำจนสำเร็จและได้เงิน 
                     รายการ คนค้นฅน ได้นำเสนอเรื่องราวของหนุ่มผิวคล้ำร่างใหญ่ ชัยพล ยิ้มไทร ชาวจังหวัดนนทบุรี วัย 27 ปี...เขาคือหนุ่มรักอิสระที่ดั้นด้นเดินทางไปหา ชัยพร พรหมพันธุ์ เพื่อขอคำแนะนำการทำเกษตรกรรม และชัยพรก็คือคนที่ทำให้เขาพบแสงสว่างของการเป็นชาวนา เมื่อได้รับคำแนะนำกลับมา หนุ่มคนนี้ก็ได้เช่าพื้นที่รกร้างในอำเภอเชียงราก จังหวัดปทุมธานี เพื่อเดินตามความฝันของตัวเองทันที
                    ชัยพล เริ่มลงมือทำนาตามแบบอย่างครูชัยพร ด้วยกับการทำนาแบบลดต้นทุน ไม่พึ่งปุ๋ย ไม่พึ่งยา เขาต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกวัน เพื่อมาย่ำที่ดินรกร้างไปจนมืดค่ำสิ้นแสงตะวัน ท่ามกลางเสียงสบประมาทจากผู้เป็นพ่อที่ไม่เห็นด้วยกับการทำนาในแบบฉบับของเขาเลย ว่า "ไม่ได้แดกร๊อก ข้าวต้นเท่าเข็ม ริจะทำนาแบบไอ้พวก "กะเสด" ไม่ใช้ปุ๋ยใช้ยา ฮ่า ๆ"
                     แต่ทว่า เมื่อมีความมุ่งมั่นตั้งใจแล้ว ชัยพล จึงเดินหน้าอย่างสุดกำลัง เพื่อพิสูจน์ตัวเอง และพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็น จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ และเสียงดูถูก ในที่สุด ผืนนาว่าง ๆ ก็กลายเป็นเมล็ดข้าวสีทองสุกอร่าม สร้างรายได้ให้ชายหนุ่มผู้มองเห็นเกียรติและศักดิ์ศรีของชาวนา ปัจจุบัน ชัยพล ได้ผืนนากว้างไกลกว่าร้อยไร่ที่ไม่ใช่แค่ที่ทำกิน แต่เป็นทั้งสนามชีวิต เป็นสถานที่พิสูจน์ความเชื่อ ความหวัง และความฝันของคนหนุ่มคนนี้ อีกทั้งยังทำให้เขาได้ค้นพบเป้าหมายของชีวิต ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเกิดมาเป็นมนุษย์
                     "อย่าฝืนธรรมชาติ อาจารย์ชัยพรสอนผมคำเดียว ถ้าฝืนก็คือจบ ผมภูมิใจเพราะนี่คือสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่กิจการของที่บ้านโดยตรง เราไม่เคยทำงานแล้วได้เงินเดือนมาก่อน อยู่ดี ๆ เราก็กระโดดลงมาทำงาน แล้วค่อย ๆ ขยายตัวเองมา ก็น่าภูมิใจ เพราะเราสร้างขึ้นมาเอง ผมว่าอายุขนาดผมเนี่ย ได้ส่งเสียให้ที่บ้านเกินใช้ ผมพอใจแล้ว พ่อแม่เลี้ยงเรามานานแล้ว เรากลับไปเลี้ยงพ่อแม่ได้ขนาดนี้ ผมภูมิใจแล้ว" หนุ่มชาวนาเงินล้าน บอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจอย่างที่สุด หลังจากฤดูกาลที่ผ่านมา ขายข้าวได้กว่า 1.4 ล้านบาท และในฤดูกาลใหม่ แม่โพสพก็ให้รางวัลแก่ความเพียรของเขาเป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท
                    เรื่องราวของ ชัยพล ยิ้มไทร ได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่า อาชีพชาวนาไม่ใช่อาชีพที่จะทำให้คนยากจนลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม อาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีได้ หากชาวนารู้จักพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งคนอื่น รู้จักแสวงหาความรู้ และไม่หลงไปกับคำโฆษณาอย่างเช่น ชัยพล ที่ปลูกข้าวโดยไม่ฝืนธรรมชาติ แม้ตัวเขาจะเหน็ดเหนื่อยแรงกาย แรงใจ และต้องใช้ความอดทนมากเพียงใด แต่ในที่สุดแล้ว เขาก็ประสบความสำเร็จ และค้นพบความสุขที่แท้จริงจากการเป็นชาวนา และบางทีการดำเนินชีวิตของเขาอาจช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของลูกหลานชาวนาที่มีต่ออาชีพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ที่บรรพบุรุษรักและหวงแหนให้ดีขึ้นกว่าเดิม
                   จุดเด่น คือ สามารถทำตามความฝนของตนเองได้จนสำเร็จด้วยการทำงาน อีกทั้งยังทำนาด้วยการลดต้นทุนไม่พึ่งปุ๋ย พึ่งยา แต่ต้องตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ทุกวันจนเขาประสบความสำเร็จได้ข้าวออกมาขายได้เงินเป็นล้าน นั่นคือสิ่งที่เขาเพียรพยายามตั้งใจทำจนสำเร็จและสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ของเขาได้อย่างสบาย

อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/76597